“คำว่าเสียสละเอาไว้กดขี่ให้คนทำงานเป็นทาสต่อไป” คุยกับหมอณัฐและหมอชุ สหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงานว่าทำไมปัญหาระบบสาธารณสุขไทยแก้ไม่ได้ด้วย co-pay หรือ privatization (ตอนที่ 1)

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 socialgaze. ได้มีโอกาสสัมภาษณ์หมอณัฐและหมอชุที่เป็นคนร่วมก่อตั้ง “สหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน”

แป้ง

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 socialgaze. ได้มีโอกาสสัมภาษณ์หมอณัฐและหมอชุที่เป็นคนร่วมก่อตั้ง “สหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน” ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาระบบสาธารณสุขในไทย รวมถึงประสบการณ์และบทเรียนของการก่อตั้งสหภาพแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงภาพของระบบสาธารณสุขที่หมอใฝ่ฝัน

ช่วยเล่าประสบการณ์ที่หมอเผชิญในระบบสาธารณสุขไทยให้เราฟังหน่อยได้ไหม

หมอณัฐ : มันก็เริ่มตั้งแต่โรงเรียนแพทย์ โรงเรียนแพทย์มันเหี้ยมาก เหมือนคุณไปอยู่ในค่ายทหาร เป็นระบบที่เจ้ายศเจ้าอย่าง มีลำดับขั้น เข้าไปต้องไปกราบเท้าอาจารย์ไม่ว่าคุณจะถูกหรือผิด หรือไม่ว่าจะมีโลจิคหรือไม่ ผมเรียนรามาธิบดี ซึ่งได้ข่าวว่ามันเบาแล้ว แต่ก็ยังมีอยู่ ไปเรียนแล้วผมไม่ได้รู้สึกว่าฉลาดขึ้น ผมได้เรียนรู้การเลียผู้มีอำนาจ ถ้าไปคุยกับคนนอกวงการ อย่างนักคณิตศาสตร์หรือนักฟิสิกส์ เขาจะบอกว่าสิ่งที่สอนในแพทย์แม่งไม่ฉลาด ความคิดไม่มีโลจิค มันเป็นการเรียนแบบท่องจำ และชินกับระบบ hierarchy สูง พอเรียนจบผมก็ไปใช้ทุน อยู่เวรวันละ 48 ชม. ตอนนั้นมันก็อยู่กันได้นะ โด๊ปกาแฟ โด๊ปเอ็มร้อยกันไป แต่พอเข้าเวรติดกันถึงวันที่ 3 มันก็เริ่มพูดไม่รู้เรื่อง ผมรักษาคนไข้ไปก็หายบ้าง ตายบ้าง ทุกคนรู้ว่าฝึกงานปีแรกมันหนัก ผมว่าผมโชคดีที่ได้ไปอยู่โรงพยาบาลที่ดี มีเพื่อนมีอาจารย์คอยช่วยเหลือกัน ก็เลยอยู่รอดมาได้จนครบ 32 พอใช้ทุนเสร็จผมก็กลับมาเรียนต่อเป็นหมอมะเร็ง กลับมาสู่สังคมโรงเรียนแพทย์อีกครั้ง แล้วก็บังเอิญมีโควิดพอดี ทุกอย่างก็ฉิบหายหมดเลย ช่วงนั้นผมไม่มีคนไข้เลย ต้องปิด OPD ผมก็เลยต้องไปช่วยตรวจโควิด มันเป็นช่วงที่สถานการณ์ไม่ปกติ จากนั้นผมก็เรียนต่อจนจบ แล้วก็บรรจุเป็นอาจารย์ต่อ ทีนี้ช่วงโควิดก็เป็นช่วงที่ผมเริ่มทำสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน ช่วงที่คุณอนุทินเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข เริ่มจากการไปคุยกับเพื่อนในร้านกาแฟว่า “ทำไมเราต้องมาอยู่เวรกันขนาดนี้วะ” หมอพยาบาลทำงานกันจนเหงื่อซ่กกันไปหมด แล้วอนุทินก็มาพูดอะไร bullshit ๆ มันยอมได้เหรอวะ เลยเริ่มตั้งเป็นสหภาพแพทย์ ตอนแรกก็เหมือนออกมาโวยวายเฉย ๆ แล้วก็ได้เจออาจารย์หลายท่านหรือเพื่อนนอกวงการหลายคนที่ได้สอนหลายอย่างให้ผม ทำให้รู้ว่าสิ่งที่สอนในโรงเรียนแพทย์มันโง่มากเลย แต่คิดว่าตัวเองฉลาด ผมได้เรียนรู้จากเพื่อน ๆ หลายคนมาเรื่อย ๆ จนถึงตอนนี้ครับ

อยากรู้ว่าหมอไทยปี ๆ นึงจบเยอะไหม

หมอณัฐ : ในไทย หมอจบประมาณ 4,000 คนต่อปี สิ่งที่คนน่าจะสนใจหลัก ๆ คือจบแล้วมาทำงานในภาครัฐ ถ้าถามผม สมัยก่อนผมไม่แน่ใจ แต่รุ่นผมนี่คือครึ่ง ๆ ครึ่งหนึ่งลาออก ครึ่งหนึ่งทำงานอยู่ในภาครัฐ

แล้วหมอแบบไหนยังอยู่ในรัฐ

หมอณัฐ : อย่างแรกที่เขาจะเลือกคือ เขาต้องเลือกว่าจะเป็นหมออะไรก่อน หมอทั่วไปหรือเฉพาะทาง ถ้าเรียนเฉพาะทางแล้ว มันมีสายที่ไม่มีในเอกชน ก็ต้องมาทำงานในรัฐ เช่น หมอ Fammed (Family Medicine : แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว) แบบนี้ภาคเอกชนเขาไม่ค่อยต้องการ ส่วนเอกชนถ้าไปทำจะได้เงินเยอะกว่า แต่ต้องแลกกับการที่ต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เช่น คนไข้อยากได้ยาฆ่าเชื้อก็ต้องให้ ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็น เพราะถ้าคนไข้ไม่พอใจ เราโดนคอมเพลน งานสบายกว่า แต่ในอีกแง่หนึ่ง การรับใช้รัฐบาลมันก็ดีมาก ๆ เพราะพ่อแม่ได้สิทธิด้วย เกษียณไปแล้วมีบำนาญ ถ้าผมจำไม่ผิด ประมาณ 3-4 หมื่น ซึ่งผมมองว่าไม่แย่ ถ้าทำมาตั้งแต่ต้น แล้วไต่แรงค์ขึ้นไป มันมั่นคง ข้อดีของการเป็นหมอรัฐคือ การเอาออกยากมาก ไม่ว่าสันดานคุณมันจะจัญไรแค่ไหน

ไทยขาดหมอไหมและจะพูดได้ไหมว่าหมอเป็นวิชาชีพที่คนโดนคัดมาจากชนชั้นนายทุน

หมอณัฐ : มันไม่มีที่ไหนบนโลกที่หมอพอ คำว่าหมอพอไม่พอ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากได้คุณภาพแบบไหนด้วย การลงทุนใน machine มันมีเงินทอนได้มากกว่าคน

หมอชุ : ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในประเทศไทยโคตรสูง การที่มึงจะไปเป็นหมอได้ มึงต้องเรียนติว มึงต้องอยู่ในโรงเรียนดี ระบบมันคัดคนที่มาจากยอดข้างบน แล้วพ่อแม่ที่เป็นคนรวยอยากให้ลูกเรียนหมอเพราะมันเท่ เขาไม่ได้คาดหวังว่ามันจะเป็นวิธีการที่ทำให้ลูกเขาเปลี่ยนชนชั้น การเป็นหมอกลายเป็นเหมือนเครื่องประดับของพ่อแม่คนรวย แล้วทุกวันนี้โรงเรียนแพทย์ที่เปิดเพิ่มเป็นโรงเรียนเอกชนหมด ค่าเทอม 6-7 ล้าน หรืออย่างเงินเดือนหมอตาที่อเมริกา ท็อปสุดคือ 40 ล้านต่อปี โดยเฉลี่ยคือ 15 ล้านนะ ดังนั้นอีลีทมันไม่มีทางเปิดให้ชนชั้นอื่นเข้ามาเป็นหมอหรอก

หมอณัฐ : ในไทยโรงบาลรัฐมันไม่มีการขึ้นเงินเดือนตามความหายาก ทุกคนได้เท่ากันหมด จากที่เคยไปประชุมหลักสูตรกับอาจารย์โรงเรียนแพทย์ของภาครัฐมา ปัญหาหลัก ๆ ที่มันเพิ่มหมอไม่ได้คือ มันไม่มีครูมาสอน มันไม่มีเด็กคนไหนอยากเป็นครู เพราะนอกจากต้องรักษาให้ถูกตามหลักวิชาการแล้ว ก็ต้องสอนเด็กให้ดีด้วย มันไม่ได้เงินเพิ่มขึ้นและไม่ได้เป็นข้าราชการ เราเคยเจอบอกอยากเปิด slot เพิ่ม แต่ถามว่าเอาครูที่ไหนมาสอน ไม่มี

หมอชุ : มันมีคำถามว่า ทำไมเมืองไทยไม่รับหมอต่างชาติล่ะ เราจะได้เห็นหมอหลายคนเลยที่บอกว่า อย่างนี้เราก็ตกงานกันหมดสิ เราเคยเจอบุคลากรทางการแพทย์พม่า อย่างเภสัช เขามีความรู้ทางการแพทย์ไม่แตกต่างจากของไทย พอมันเกิดสงครามในพม่า ทุกวันนี้สิ่งที่เขาเป็นได้คือ เขาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้เด็กในค่าย จริง ๆ บุคลากรมันเยอะ ตรงนี้เขาสามารถมาช่วยเราได้เยอะเลย แนวคิดชาตินิยมกับการกลัวว่า supply จะมากเกินไป มันเลยทำให้ไม่มีความคิดนี้อยู่ในหัวเลย มันมีโครงการหนึ่งของอนุทินที่จะซื้อเครื่องฉายแสงให้ทุกจังหวัด เครื่องฉายแสงมะเร็งเครื่องหนึ่งราคา 200 ล้านบาท 50 จังหวัดก็หมื่นล้าน เงินหมื่นล้านตรงนี้เท่ากับงบผู้ป่วยในของประกันสังคมทั้งปี จะซื้ออันนี้มาลง ถามว่าความจำเป็นมันมากเท่าไร คือจริง ๆ มันไม่จำเป็นต้องขนาดนั้นก็ได้ ทำเป็น 2 จังหวัดมีเครื่องหนึ่ง แล้วปันเงินตรงนี้ไปใช้ตรงอื่นก็ได้ ในเมืองไทยมันมีการจัดสรรทรัพยากรแปลก ๆ แบบนี้ กลายเป็นว่าสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ ก็เข้าไม่ถึงสักที เมืองไทยมีระบบภาครัฐกับภาคเอกชนซ้อนกัน คำว่าหมอไม่พอ มันไม่พอสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ภาคเอกชน รุ่นพี่หลายคนที่ไปอยู่ตามโรงบาลชุมชนจะโดนบังคับให้เซ็นรับเครื่องแปลก ๆ เช่น เครื่องอัลตราซาวน์ที่ราคาแพงกว่าความเป็นจริง 1-2 เท่า แล้วคนที่อยู่มาก่อนไม่ชอบเซ็นรับ เขาจะบังคับให้หมอใหม่เซ็น ถ้าไม่เซ็นเขาตามถึงบ้าน มันเกิดเรื่องนี้พร้อมกันกับที่บอกว่าทรัพยากรไม่พอ คำถามคือ ทรัพยากรไม่พอจริง ๆ หรือมันไปไหน มันเคยมีตัวเลขที่ปั้นลมขึ้นมาของ World Bank ว่างบประมาณของแต่ละประเทศเนี่ย กระทรวงสาธารณสุขกับศึกษารวมกันควรได้ 25% ประเทศไทยรวมกันจริง ๆ ได้ประมาณ 20% ถ้าไปเทียบกับ GDP ตอนนี้ไทยใช้อยู่ประมาณ 5% แต่ถ้าไปดูประเทศที่เขามีพวกสวัสดิการจริง ๆ เขาใช้อยู่ที่ 10-12% ขึ้นไป ตอนนี้เรายังลงทุนกับคนไม่พอ คือลงทุนเรื่องการรักษา แต่ไม่ลงทุนในเรื่องให้คนได้มีโอกาสมีสุขภาพที่ดีขึ้น มันเป็นการลงทุนที่เอาแต่ซ่อม ดังนั้นลงทุนเท่าไรก็ไม่พอ แต่พูดจริง ๆ จากคนข้างใน ถ้าถามว่าปีหนึ่งต้องใช้งบค่ารักษาพยาบาลเท่าไร หรือถามว่าต้นทุนจริง ๆ ในการรักษาพยาบาลเท่าไร ไม่มีใครรู้ เพราะโรงบาลไม่มีศักยภาพในการทำต้นทุน พอทำต้นทุนเลขกลม ๆ ขึ้นมา รัฐก็ไม่เชื่ออีก รัฐหาว่าโรงพยาบาลต้องการเพิ่มเงินให้ตัวเอง มันตีกันไม่จบ คือถ้าไม่รู้ว่าแต่ละปีมึงใช้งบประมาณเท่าไร มันจะจัดสรรงบยังไงวะ ทุกวันนี้งบประมาณมันเกิดขึ้นจากการที่ว่า “เห้ย! ปีที่แล้วมึงได้งบเท่านี้ใช่ป้ะ งั้นปีนี้เดี๋ยวกูบวกให้มึง 10%” แล้วมันพอไหม จริง ๆ แล้วควรใช้เท่าไร ก็ตอบไม่ได้ ก็เลยต้องมาของบกลางขึ้นทุกปี แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปีที่ผ่านมางบกลางเอาไปใช้กับสงคราม ปีนี้ก็เลยเป็นปีที่วิกฤตมากของสาธาณสุขเพราะไม่สามารถของบ 5 หมื่นล้านของสาธารณสุขเหมือนทุกปีได้

หมอณัฐ : คำถามต่อไปที่ผมจะถามคือ คุณคิดว่า fair wage (ค่าแรงที่เป็นธรรม) ของคนเข็นเตียงในโรงพยาบาลควรเป็นเท่าไร ตอนนี้เขาได้ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ คือเดือนละประมาณ 7,900 บาท ถ้าคุณเอาตัวเลขตรงนี้ไปคิดเป็นงบ สุดท้ายก็ไม่เป็นธรรมต่อคนทำงาน แล้วเราจะใช้กลไกอะไรมาทำให้เขาได้เงินที่ควรเป็น ผมเสนอ living wage (ค่าแรงที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ) ก็คือวันละ 1,000 บาท ถ้าเงินตรงนี้คือค่าแรงขั้นต่ำของทุกคนในโรงบาลตั้งแต่เวรเปลไปจนถึงแม่บ้านซักผ้า เลขจะสูงกว่านี้มาก ๆ แต่มันไม่มีใครกล้าคิด เพราะไม่มีใครเอา living wage ไปใส่ในต้นทุน ดังนั้นถามว่างบประมาณจริง ๆ มันเท่าไร ไม่มีใครรู้ มันก็แค่ bullshiting ไปวัน ๆ

หมอชุ : อย่างต่ำมันจะประมาณสัก 4 แสนล้าน ซึ่งตอนนี้เราใช้ทุกอันรวมกันอยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านได้ แล้วการของบเป็นแบบนี้ทุกกระทรวง บรรยากาศในการของบประมาณ แม้กระทั่งใน กมธ. (คณะกรรมาธิการการพัฒนาเมือง) เราจะยกตัวอย่างงบที่ไม่เยอะ แต่ฟังแล้วมันจะงง ๆ อย่าง “สร้างพื้นที่ปลอดฝุ่นในสถานที่ท่องเที่ยว” ของบไม่เยอะนะ ประมาณ 2 ล้าน เขียนแค่นี้ แต่มึงได้ไปเลย 2 ล้าน ขณะเดียวกัน งบประมาณบางอย่าง เช่น ปีนี้อยากได้ค่าผู้ป่วยในเพิ่มขึ้น เพราะว่าปีที่แล้วมันไม่พอ เขาบอกว่าแต่ว่าอันนี้คุณขอเกินนะ แล้วก็ตัดงบออก แล้วก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าจริง ๆ ต้องใช้เท่าไร เพราะหลักฐานในมือไม่พอ หรือคนพรีเซ็นต์นำเสนอไม่พอ ก็โดนตัดงบอีก มันไม่มีอะไรเป็นการทำงานที่มีมาตรฐานเลย อย่างของประกันสังคม ของบยา 700 ล้าน เขียนไว้แค่บรรทัดเดียวว่า “ของบยา 700 ล้าน” มันไม่มีรายละเอียด พอเขาถามงบนี้เอาไปใช้อะไร ตอบไม่ได้ ก็โดนตัดงบ แล้วสมมติว่าถ้ามันจำเป็นต้องใช้จริง ๆ ล่ะ คนที่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นคือใคร แล้วเราก็ไม่รู้ว่ามันเอาไปโกงหรือเปล่า ซึ่งอีกฝั่งเขาก็ไม่ได้ให้ เพราะเลขมันก็เหมือนนั่งเทียนขึ้นมา แต่พอถึงเวลาถ้ามันต้องใช้ ก็บอกไม่มีงบ เพราะว่าตัดไปแล้ว ประเทศไทยมันเป็นแบบนี้ทุกที่ ไม่มีใครรู้ว่าต้นทุนของทุกอย่างจริง ๆ มันคืออะไร รู้แค่ว่าได้งบมาแค่นี้ ต้องใช้ให้หมด เพราะไม่งั้นปีหน้าจะโดนตัด ปลายปีมันเลยเกิดโครงการโง่ ๆ เป็นดอกเห็ดขึ้นมาเพื่อใช้เงินตรงนี้ให้หมด แล้วปีใหม่จะได้เพิ่มจากเดิม 10% เราอยู่ใน loop นี้มา 30–40 ปีแล้ว

โรงพยาบาลไม่มีคนทำบัญชีเลยเหรอ

หมอณัฐ : คำถามว่า “แล้วมันไม่มีใครในโรงพยาบาลรู้บัญชีเลยเหรอ” คือมันมีแหละ แต่คุณลองจินตนาการว่าโรงบาลรัฐแห่งหนึ่งจ้างนักบัญชี ซึ่งการทำงานบัญชีมันซับซ้อนเหี้ย ๆ สมมติคุณอยากรู้ว่า คนไข้คนนี้ใช้ต้นทุนเท่าไร คุณต้องนับตั้งแต่ค่าแรงเวรเปล ค่าเตียง ค่าเสื่อมสภาพ ค่าไฟ มันต้องเป็นระดับคนที่เรียนอันนี้มาเพื่อทำงานนี้โดยเฉพาะ แล้วใครมันจะมาทำงานให้โรงพยาบาลซอมซ่อวะ คุณจะจ้างเขาด้วยเงินเท่าไรเหรอ อารมณ์มันเหมือน พี่ไอทีคนเดียวซ่อมคอมทั้งโรงบาล ทำตั้งแต่ซ่อมเครื่องปริ้นท์ยันวางระบบ EMR แต่จ้างเขาด้วยเงินเดือนประมาณหมื่นกว่าบาท มันไม่มีคนทำเว้ย

หมอชุ : ถ้าอยากรู้เรื่องนี้ ไปดูโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขามีคนทำบัญชี โรงบาลมันถึงไม่เคยติดหนี้เลย

หมอณัฐ : มันกลายเป็นว่าโรงบาลที่มีเงินพอจ้างนักบัญชีก็จะได้เงินเยอะขึ้น ส่วนโรงบาลที่จนซอมซ่อไม่มีเงินจ้างนักบัญชีก็จะยิ่งได้เงินน้อยลง

หมอชุ : มันจ่ายกันแบบไม่มีใบเสร็จ มันเป็นการจัดซื้อจัดจ้างผ่านโรงพยาบาล เงินทอนข้างหลังไม่มีใครรู้ หรือบางทีมันมาในรูปแบบสินค้าหรือพาไปเที่ยว คุณไปดูงานประชุมวิชาการสิ สนับสนุนโดยบริษัทยา 100% หมอคนที่พูดแต่ละ session ต้องพูดก่อนว่า session นี้สนับสนุนโดยบริษัทยานี้ เกือบทุก session สนับสนุนโดยบริษัทยา ในสไลด์ยังมีรูปบริษัทยาเลย ข้าวกลางวันแต่ละมื้อของนักศึกษาแพทย์หรือข้าวในงานประชุมวิชาการก็มาจากบริษัทยา บอก “คุณหมอเดี๋ยวเรียนจบแล้วมาประชุมวิชาการตอนเรียนจบเพื่อรับประกาศณียบัตร แต่โรงแรมไม่ต้องจองนะ บริษัทยาจองให้คุณแล้ว” หมอ 40-500 คนประชุมที่พัทยาทุกปี แล้วเหมาหมดทุกโรงแรม ค่าอาหารมื้อละ 5-6 หมื่นบริษัทยาจ่ายได้ แต่ถามว่ามันมีเรื่องทุจริตไหม เขาใช้ชีวิตแบบนั้น แล้วเขาก็สอนให้เด็กใช้ชีวิตแบบนั้น ไม่มีใครรู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะเจอแบบนี้ทุกวัน

คิดอย่างไรกับชุดความคิดที่ว่าหมอต้องเสียสละหรือทำงานหนัก

หมอณัฐ : ตามโรงพยาบาลมันจะมีข้อความ “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง แล้วลาภและเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง” แปะไว้ แล้วก็มีความพยายามบอกว่า งานของเราเกี่ยวข้องกับชีวิตคน ถ้าพลาดคนไข้ตายได้ ต้องเป๊ะ ไม่งั้นมึงกาก คนที่เชื่อก็เชื่อกันไป แต่ถ้าให้ผมมอง ผมมองว่าอาชีพหมอมันพริวิเลจสุดแล้ว เงินมันเยอะมาก ๆ อย่างหมอโรงพยาบาลรัฐ ถ้าทำคลินิกไปด้วยก็น่าจะได้หนึ่งถึงสองแสนบาทได้ บวกกับได้สิทธิข้าราชการ มันไม่น้อยนะ มันดีมาก แถมพ่อแม่ได้สิทธิข้าราชการ แต่ถ้าคุณไปดูแรงงานที่จ้างโดยรัฐ แต่ไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ เขาได้ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ดังนั้นมันไม่ได้เสียสละขนาดนั้น ถ้าคุณจะมองว่าการที่หมอยังอยู่ในรัฐไม่ไปทำงานเอกชนเอาเงินเดือนสามถึงสี่แสน ผมเคยได้ยินมาว่ามีคนได้ถึงเจ็ดแสน ซึ่งผมมองว่ามันเยอะมากจน absurd อยู่รัฐมันจะเริ่มต้นประมาณหกหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท ถ้ามองว่าการกระทำแบบนี้เป็นการ “เสียสละ” คุณจะมองอย่างนั้นก็ได้ แต่คุณก็ต้องมองด้วยว่าระบบอะไรมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่ทำให้หมอที่ไปผ่าเอกชนได้เงินเยอะกว่าทำงานรับใช้รัฐขนาดนี้ ทำไมผ่าหัวให้ฝรั่งคนหนึ่งมันมีค่ามหาศาลมากกว่าผ่าหัวให้คนไทยคนหนึ่ง

หมอชุ : ช่วงโควิดเราทำงานกันหนักมาก อยู่ในชุด PPE ร้อนจนเหงื่อออกแบบเสื้อในก็เปียก กางเกงในก็เปียก ต้องอาบน้ำวันละ 3 รอบ แล้วก็ต้องเข้าไปอยู่กับคนไข้ที่เราก็รู้ว่าเขาเข้ามาตาย แต่เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด เวรเปลไม่มีอุปกรณ์ป้องกันตัวอะไรเลยนอกจากหน้ากากอันเดียว ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนแรกที่ต้องเจอคนไข้และคนสุดท้ายที่เอาศพไปส่ง ต้องพยายามรวมเงินกันซื้อเสื้อกันฝน บุคลากรท้อง ทำงาน เป็นลม ล้มอยู่ในนั้น มีคนวิ่งเข้าไปตัวเปล่า เพราะมีคนไข้พยายามผูกคอตาย แล้วเราต้องมาสู้เรื่องค่าเสี่ยงภัย โควิดมันเหมือนจบไปนานมาก แต่เราพึ่งได้ค่าเสี่ยงภัยเมื่อปีที่แล้วเอง ทุกครั้งที่เขาพูดว่าเราต้องเสียสละ เราไม่รู้ว่าเราต้องเสียสละอะไรมากกว่าชีวิตเราแล้ว เราทำงานกันจนยืนร้องไห้เพราะไม่รู้ว่ามันจะจบเมื่อไร คนไข้ถ้าเขาตาย เขาก็หลุดพ้น แต่คนทำงานตรงนี้ต้องอยู่ต่อ แถมตอนที่ออกไปหาของกินข้างนอกยังโดนคนในตลาดไล่เพราะรู้ว่าเราเป็นหมอ คุณจะให้เราเสียสละไปถึงขั้นไหน พอจบโควิด เราก็ไปเรียกร้องเรื่องค่าแรง เพราะไม่ได้ขึ้นมา 13 ปีแล้ว เวรเปลได้เพิ่มชั่วโมงละ 3 บาท วันละ 30 บาท แล้วรัฐบาลก็จ้างคนเหล่านี้ด้วยค่าแรงวันละ 270 บาทเพราะว่าเขาไม่ถูกคุ้มครอง คำว่าเสียสละ มันเป็นคำที่เอาไว้ใช้กดไม่ให้เสียงต่อต้านมันโผล่ขึ้นมา การเรียกร้องเพื่อตัวเองมันกลายเป็นความเห็นแก่ตัว พยาบาลหลายคนมาจากต่างจังหวัด แทบจะไม่ได้กลับไปเจอครอบครัว คุณยังคาดหวังให้เราทำงานเต็มที่แบบอุทิศชีวิต ทั้ง ๆ ที่เราแทบจะลืมครอบครัวตัวเองไปแล้ว มันน่าโกรธ

หมอณัฐ : คำว่าเสียสละ มันเอาไว้กดขี่คนให้ทำงานเป็นทาสต่อไป หลังโควิด เราเห็นพวกผู้บริหารที่อยู่ในห้องแอร์ไปรับรางวัลกับ WHO ทั้ง ๆ ที่คนพวกนี้ไม่เคยมาเจอคนไข้เลย ตอนช่วงโควิดคุณจำได้ไหม เขาบอกว่าไรเดอร์เป็นฮีโร่ แต่รัฐไม่บรรจุไรเดอร์เข้ามาเป็นแรงงาน มันใช้แล้วทิ้งจริง ๆ พอโควิดจบ เขาบอกว่าพวกเราทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ใช้เงินเปลือง มันคือความเป็นรัฐและชนชั้นปกครองที่จะขูดรีดจากชนชั้นแรงงานทุกขั้นตอน คำว่าเสียสละเป็นแค่อุปกรณ์ในการควบคุมพวกเรา

หมอชุ : มันเหมือนเป็นแรงงานทาส เราเลยอินกับเรื่องแรงงานไรเดอร์มาก เพราะว่าเขาก็ถูกหลอกใช้เหมือนกัน เขาเป็นคนที่ต้องตายบนท้องถนน ถูกหลอกว่าเดี๋ยวเขาจะได้เป็นแรงงานที่มีสัญญาจ้างงาน ทำงาน 12 ชม. เพื่อที่จะให้มีเงินมากพอ แล้วก็โดนโกง เขาก็โดนเลี้ยงด้วยความหวังอะไรบางอย่างเหมือนเรา

ตอนทำสหภาพเจอปัญหาอะไรบ้าง

หมอชุ : หมอมาจากครอบครัวที่ล้มบนฟูกตลอด เขามีทางเลือก เขามีทางไป เขาไม่มีโอกาสเป็นวงโคจรเดียวกับคนงานคนอื่นเลย หลายคนไม่รู้จักแม่บ้านที่ทำงานในโรงพยาบาล คนพวกนี้ไม่ใช่โฟกัสในชีวิตเขา ดังนั้นการมี solidarity ให้กันมันยากมาก เราสองคนพึ่งมาตระหนักรู้เรื่องนี้ตอนที่ออกมาขับเคลื่อน แล้วเจอคนนอกวงการมากขึ้น เราไม่เคยมีเพื่อนสายงานอื่น นอกจากเพื่อนหมอ โอกาสที่จะเจอกันมันน้อยมาก

หมอณัฐ : อาชีพนี้โดนล้างสมองมาตั้งแต่สมัยเรียนว่าต้องเสียสละ ดังนั้นคุณจะยอมทำงานหนัก พอทำงานหนักจะไม่มีเวลาไปเจอคนนอกวงการ คุยอยู่แต่กับหมอที่อายุมากกว่าและมีพริวิเลจอยู่แล้วเพราะต้องไต่เต้าไปอยู่ตำแหน่งผู้บริหาร พอคุณอยู่แบบนั้นตลอดเวลา คุณก็จะรู้สึกว่าชอบธรรมแล้ว และห่างไกลจากความเป็นจริง

หมอชุ : มีอีกกลุ่มหนึ่งเหมือนกัน เป็นกลุ่มน่ารัก รู้จักแม่บ้าน รู้จักเวรเปล แต่เขาก็จะไม่สามารถหลุดจากทัศนคติความเป็นวิชาชีพได้ คุณเป็นหมอ คุณเป็นพยาบาล คุณเป็นเวรเปล แต่ถามว่าเราเป็นแรงงานเหมือนกันไหม ไม่ใช่ ถ้าให้ฉันไปเรียกร้องให้เธอ มันจะข้ามกันนะ เพราะมันไม่เคยเห็นไอเดียว่า เรามีสหภาพที่ตั้งร่วมกันได้ มันเป็นความผิดพลาดของพวกเราเหมือนกันตอนที่เริ่มตั้งสหภาพ เราเคยคุยกับอาจารย์ศักดินา (ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา) ที่เป็นนักวิชาการอิสระเรื่องงานว่า เราจะตั้งสหภาพได้ยังไง ได้คำตอบมาว่าควรที่จะเป็นสหภาพรวมไปเลย รวมกับอาชีพอื่น ถอดคำว่าวิชาชีพทิ้ง คุณคือแรงงานคนหนึ่ง แต่ตอนนั้นเรามองว่าหมอมันถูกฟูมฟักมาแบบนี้ตอนแรกเราเลยตั้งเป็นสหภาพหมอ แล้วก็ไปหาพยาบาลที่คิดเหมือนกันมา แล้วก็ตั้งเป็นสหภาพ Nurses connect ของพยาบาล แล้วก็ไปหากลุ่มอื่นมาอีก มีสหภาพเภสัชกร สหภาพนักเทคนิค หรือนักกายภาพ เราพยายามจะทำเป็นสหภาพบุคลากรทางการแพทย์ แต่สุดท้ายเราชอบมองว่า แต่ว่าเรามีความแตกต่างกันทางวิชาชีพนะ จะไปเรียกร้องให้เขาได้ยังไง ต้องให้เขาพูดเอง กูจะไปเรียกร้องให้เวรเปลได้ไงวะ ก็กูไม่ใช่เวรเปล สุดท้ายมันก็เลยยังตั้งไม่ได้เพราะคิดแบบนี้ วันก่อนไปเจอคลิปหนึ่งมาบอกว่า มาร์กซ์แม่งก็ไม่เคยทำงานโรงงานเว้ย มาร์กซ์ไม่ใช่สาวโรงงาน เองเกลส์มันก็ไม่ใช่หนุ่มแรงงานเหมือนกัน แต่มันก็ยังรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของคนงาน เราว่าความคิดที่ว่า “ก็กูไม่ใช่สาวโรงงาน” มันทำให้เราตั้งสหภาพได้ไม่เข้มแข็ง แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะอยู่ในระบบหรือไม่ คุณต้องรู้ไว้ด้วยว่า วันหนึ่งคุณอาจจะสิ้นเนื้อประดาตัวจนต้องมาใช้ 30 บาทก็ได้ หรือถ้าคุณไม่ทำ คนอื่นก็ต้องมาทำแทนคุณ ดังนั้นมันพูดได้ คนงานมันก็วนกันอยู่ในบ่อแบบนั้น

อยากถามเรื่องคนไข้ เคยมีประสบการณ์เจอคนไข้แบบไหนบ้าง

หมอชุ : มันมีตั้งแต่คนไข้ที่บอกว่า “อย่าเรียกผมว่าลุง ผมคือผู้พิพากษา” ไปจนถึงคนที่ไม่มีตังค์ ขอตายดีกว่า มันมีทุกความป่วยไข้ของสังคม

หมอณัฐ : มันมีคนไร้บ้านที่ชอบเดินเข้ามาในห้องฉุกเฉินเพื่อขอข้าวคนที่นอนโรงพยาบาลอยู่ แล้วเขาก็เดินออกไป มันก็ไม่มีอะไร ในโรงบาลมันเกิดขึ้นได้ทุกอย่างจริง ๆ

หมอชุ : เราเคยไปออกค่ายคนไร้บ้าน แล้วก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินร้องไห้มาแต่ไกลเลย เขาบอกว่าเขามาขายตัวอยู่แถวสนามหลวง ค่าตัว 50 บาท เขาอยากกลับบ้าน ไม่มีเงินกลับ ไม่มีเงินกิน เลยขายตัว หางานแล้ว แต่มันไม่มี เขาอยู่แบบนี้มาหลายวันแล้ว เขาเลยมาขอร้องหมอว่าขอนอนโรงพยาบาลได้ไหม เหตุผลเพราะโรงพยาบาลมันเป็นที่ปลอดภัยที่เดียวที่เขามีได้ในตอนนี้ มียา มีอาหาร โรงพยาบาลมันเป็นเหมือน sanctuary เดียวในสังคม ดังนั้นมันเลยสามารถเจอคนได้ทุกรูปแบบเลย

หมอณัฐ : เคยมีแนวดราก้อนบอลเหมือนกัน คือแม่งเมาแล้วมาตีกันในห้องฉุกเฉิน แล้วห้องฉุกเฉินในต่างจังหวัด มันไม่มียามอยู่แล้ว มีแค่พยาบาลกับหมอ ก็ต้องช่วยกันจับกดเตียง แล้วถามว่าจะเลิกอาละวาดกันได้หรือเปล่า มันมีตั้งแต่แนวมังงะฟีลกู้ด ไปจนถึงบู๊ ไปจนถึงแนวเชอร์ล็อก โฮมส์สืบสวน

หมอชุ : เคยอาบน้ำอยู่ หัวฟูเลย พยาบาลโทรมาหา 7-8 สาย ก็ต้องรับแล้ว เรื่องที่เขาตามด่วนคือ แม่งมีคนไข้พกปืนที่โหลดกระสุนแล้วเข้ามาในโรงพยาบาล เขามีภาวะสับสน บอกว่าโรงบาลนี้มีผู้ก่อการร้าย เขาเป็นตำรวจเก่า เขาบอกเขาพร้อมยิง แล้วคือกระสุนแม่งมีพอยิงหมอและพยาบาลทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น แล้วเรียกตำรวจ ตำรวจถามกูว่า “หมอช่วยกล่อมหน่อยได้ไหมครับ” ในโรงพยาบาลมีทุกความรุนแรงที่สังคมมี

เรารู้ว่าตอนนี้ไม่ว่าจะประกันสังคมหรือระบบ 30 บาท มันมีปัญหาเยอะ แต่ถ้าประเทศไทยไม่มีตรงนี้เลย หมอคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น

หมอชุ : เขาก็แค่ตายกันไปเงียบ ๆ ไง สามสิบปีที่แล้วก่อนมี 30 บาท คุณเคยได้ยินเรื่องปัญหาสุขภาพป่ะ ไม่เคย เพราะเขาตายอยู่ที่บ้าน มาแล้วเขาก็ต้องขายนา มาแล้วที่บ้านเขาต้องตาย จริง ๆ สิทธิ 30 บาทมันดีขึ้นเรื่อย ๆ นะ พูดตรง ๆ แต่ขนาดมี 30 บาทนะ เราเคยเจอคนที่ขอยุติการล้างไต เพราะถ้าล้างต่อ คนอื่นอีก 8 คนที่เหลือที่ไม่ได้จะตายนะ จะตายด้วย ขนาดมีพื้นฐานมันยังขนาดนี้ แล้วคุณคิดว่าถ้ามันไม่มีจะขนาดไหน

หมอณัฐ : คนกลุ่มนี้จะไม่มีในเรคคอร์ดเพราะเข้าไม่ถึงตั้งแต่แรก ไอ้ประเทศที่มันบอกว่า ทำไมมี 30 บาทแล้วโรคนี้ยังเยอะอยู่ คือมันตายแบบมีเรคคอร์ดเพราะเขาเข้าถึงตั้งแต่แรกไง พอมาตายแบบไร้ตัวตน มันก็ไม่อยู่ในเรคคอร์ด

หมอชุ : เราว่าเรื่องที่เป็นตัวอย่างได้ดีคือเรื่องของสุขภาพจิต คือปัญหาสุขภาพจิต มันไม่ใช่ปัญหาทางแพทย์ มันเป็นปัญหาของสังคม ทุกวันนี้ปัญหาการฆ่าตัวตายมีเยอะมาก สังคมมันไม่มีอะไรให้เขา แต่เรามักจะเห็นข่าวพูดประมาณว่า คนพลัดตกตึกหรือพลัดตกน้ำ เราคิดว่า ถ้าไม่มี 30 บาท มันคงมีข่าว “คนตายที่บ้านไม่ทราบสาเหตุ” “คนปอดบวมตาย” “คนนอนตายที่บ้าน”

คิดอย่างไรกับคนที่บอกว่า “พอคนไข้หาหมอง่ายเกินไป เอะอะก็จะมาแต่โรงบาล” หรือ “มีสวัสดิการแล้วคนไข้ไม่ดูแลตัวเอง”

หมอชุ : สำหรับหลายคนเหล้าหรือยาเสพติดเป็นความสุขเดียวในชีวิตของเขา มึงจะให้กูอยู่กับสังคมยังไงถ้ากูไม่มีเพื่อนหรือไม่มีเหล้าเลย มึงจะให้กูรับกับความจริงนี้ได้ยังไงวะ แต่มันก็เป็นความผิดของกูอีกใช่ไหมที่กูแดกเหล้า ก็เพราะว่าลึก ๆ แล้วกูอยากตายไง ลึก ๆ แล้วมันมีความขมขื่นที่กูรับไม่ได้ไงกูถึงใช้ยาเสพติดหรือบุหรี่ ทำไมเวลาคนรวยกินเหล้าถึงไม่เป็นปัญหาเหมือนคนจนกินเหล้าวะ

หมอณัฐ : คุณจะเห็นว่าหมอที่พูดแบบนี้ เวลาไปทำงานเอกชนนะ จะพูดว่า “ได้ครับท่าน กินเหล้ามาไม่เป็นไร เดี๋ยวรักษาให้” แม่งไม่ด่า คนที่เขาพูดแบบนี้เพราะเขารำคาญคนที่มาใช้บริการ เขาคิดว่าสิ่งที่เขาได้ มันไม่คุ้มกับการที่ต้องมาดีลอะไรแบบนี้ พ้อยคือคุณไม่พอใจสภาพการทำงานของคุณ เวลาที่คุณบอกว่า “มีคนมาใช้โดยไม่จำเป็น” ผมไม่เถียงว่ามันไม่มีเคสเป็นหวัดแล้วมาห้องฉุกเฉินตอนตี 2 แต่คุณจะแก้มันด้วย co-pay (ระบบให้คนไข้ร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนหนึ่ง) เหรอ ถ้ามีคนมาใช้นอกเวลาโดยไม่จำเป็น มันต้องจำกัดเคสไง ตามสิทธิแรงงานของคุณ อย่างในแคนาดา เขามีกฎหมายห้าม co-pay ถ้าโรงบาลไหนให้คนไข้ต้องจ่ายตังค์เอง มันผิด คุณติดคุกได้ เขาไม่ให้หมอมีเคสเกิน ถ้ามันมีเคสเกิน คุณก็รอไป 2 ปี สุดท้ายคำถามคือ จะจัดสรรทรัพยากรโดยใช้เงินเป็นตัวจัดหรือใช้คิวเป็นตัวจัด ถ้าคุณเชื่อว่าใช้เงินเป็นตัวจัด แปลว่าคุณเชื่อว่าคนที่มีเงินมีสิทธิในการเข้าถึงมากกว่าคนไม่มีเงิน ถ้าคุณเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิเข้าถึงเท่ากันไม่ว่าจะรวยหรือจน ต้องจัดสรรโดยใช้คิวตามความหนักของโรค ซึ่งประเทศไทยไม่ทำเว้ย มันกดขี่แรงงานด้วยกัน เพราะมันให้ทำงาน unlimited ดังนั้นถ้าคุณอยากลดงาน คุณต้องเรียกร้องสิทธิแรงงานของคุณ การ co-pay ไม่ได้ช่วยอะไรคุณ เพราะสุดท้ายคุณก็ทำงานเยอะอยู่ดี

หมอชุ : คนที่ได้หน้าหรือได้ความดีความชอบทั้งหมดบนเลือดเนื้อของพวกเราทุกคน ก็คือระดับบริหารนั่นเอง ซึ่งก็คือนั่งชิลเลย ปล่อยให้ประชาชนตีกัน ปล่อยให้หมอตีคนไข้ ปล่อยให้คนไข้ตีหมอ ปล่อยให้บุคลากรด้วยกันตีกันเอง คนข้างบนมันอยู่สบายไง ยิ่งมีเรื่องพวกนี้มากขึ้นเท่าไร มันยิ่งสบายมากยิ่งเท่านั้น เอ้า! ก็ถ้าประชาชนบอกว่าอยากได้ co-pay ก็ดีเลย กูจะได้ทำพรีเมี่ยม ลดงบ 30 บาท แล้วมึงก็จัดสรรกันเอง กลายเป็นว่า ประชาชนต้องจ่าย 2 ต่อ จ่ายภาษีไม่พอ กูยังต้องมาจ่าย co-pay เพื่อเข้าถึงสิทธิพื้นฐานของกูอีก ส่วนไอ้คนจนมากที่กินทรัพยากรมาก มึงก็ตายไปเสีย

(1/2)